มิ้ม นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ทุกคนดูหงอยๆ แต่เธอหงอยยิ่งกว่า..ถึงแม้นว่าระวีและเพื่อนๆ จะเป็นจอมวุ่นวายในคณะ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครอยากให้เธอเป็นอะไรขนาดนี้ ..
จิตใจของระวีเจ็บป่วย เธอต้องได้รับการเยียวยาประคับประคอง..มิ้มรู้สึกปวดร้าวลึกๆ ในอก ..
เธอได้แต่ถามตัวเองในใจว่า ที่ผ่านมาเธอเจ็บน้อยกว่า ระวีหรืออย่างไรในสิ่งที่ระวีเคยทำไว้กับเธอ? ทำไมเธอจึงทนได้ .. ทำไมเธอจึงผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาได้ แต่ระวีผ่านมันไปไม่ได้
มิ้มเหลือบมองพลับพลึง พบดวงตาอ่อนโยนของสาวผมยาว ..ดวงตาของคนรักของเธอที่พร้อมจะรับรู้ความรู้สึกทุกอย่างและร่วมแบ่งปัน
“ทานนิดนึงนะคะ” พลับพลึงบอก
“พลับพลึงรู้ว่ามิ้มห่วง พลับพลึงก็ห่วง และทุกคนก็ห่วงเขา”
มิ้ม พยักหน้าเข้าใจ แต่เธอก็กินอะไรไม่ลงอยู่นั่นเอง..ใช่..เธอรู้ว่าพลับพลึงห่วงเช่นกัน และเธอก็รู้ดีว่าทุกคนในคณะทัวร์พากันห่วง แต่.. คงไม่มีใครห่วงผู้หญิงทอมคนนี้มากเท่าเธอ..
เธอ เท่านั้นที่รู้ดีว่าอะไรทำให้เส้นสายภายในของระวีสึกกร่อนและขาดผึงลงในที่ สุดแบบนี้..เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าคนอย่างระวีจะผูกพันใจกับเธอมากมาย เพียงนี้
ระ วีคนนี้เป็นคนที่เคยผลักไสเธอ เหวี่ยงกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอกระจุยกระจาย เพื่อให้ไปให้พ้นหน้าในยามต้องการคนใหม่..ทำให้เธอรู้สึกไร้ค่าไร้ราคา.. มิ้มวางมีดและส้อมในมือ เธอกินไม่ลงจริงๆ .. เธอได้แต่แหงนหน้าเพื่อที่จะกล้ำกลืนไม่ให้น้ำตาไหลออกมา..
เรื่อง ราวหลายอย่างลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายได้ และที่สุดแล้วมิ้มก็พบว่าเธอไม่ใช่คนเฉียบขาดอะไรเลยเพราะเธอยังหวั่นไหว เธอเจ็บและทุกข์เหลือเกินกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตใจของระวี และเธอก็โทษตัวเธอเองว่าเป็นต้นเหตุให้ระวีเป็นอย่างนี้ ..
เธอเคยได้ยินแต่ไม่เคยรู้จักใครที่ผิดหวังเสียใจเสียจนเป็นบ้า แต่ เธอเคยคิดกับตัวเองในยามที่ทุกข์มาก ในยามที่หลับตาลงบนเตียงตอนดึกแล้วมองเห็นภาพระวีกำลังเริงรักอยู่กับคนอื่น ..เธอคิดว่าวันหนึ่งเส้นใยของเธออาจขาดลงและตัวเธอกับความเป็นไปทุกอย่างใน โลกนี้จะถูกตัดขาดจากกัน เธอเคยคิดว่าถ้าเธอเป็นบ้า เดินอยู่ข้างถนน ระวีจะว่าอย่างไร?
มิ้มขมวดคิ้วนิ่วหน้า มือเธอไขว่คว้าหามือคนรัก..และเมื่อมืออุ่นๆ ของพลับพลึงเอื้อมมาจับมือเธอไว้น้ำตาก็ไหลพราก..
ที่ ระวีเป็นอยู่ขณะนี้ มันเหมือนกับภาพที่เธอเคยคิดว่าเธออาจเป็นอย่างนี้สักวันหนึ่ง ..หลายต่อหลายครั้งที่เธอคิดเช่นนี้ยามเมื่อนอนร้องไห้อยู่ในความมืดอย่าง ปวดร้าวและว้าเหว่
มิ้ม ซุกหน้าอยู่กับอ้อมอกของพลับพลึงทันทีเมื่อประตูห้องถูกปิดลง เธอขอร้องไห้สักวัน ร้องให้กับความผันแปรของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้..ร้องให้กับความรักของ เธอและระวีที่ไม่เคยเท่าเทียมกันและร้องให้กับความเวทนาสงสารที่จับขั้ว หัวใจของเธออยู่ในเวลานี้..
“มันไม่ใช่ความผิดของมิ้มนะคะ” พลับพลึง ปลอบเหมือนที่เคยปลอบอย่างนี้มาหลายหนในวันนี้ แต่ถึงอย่างไรมันก็เปลี่ยนความรู้สึกของมิ้มไม่ได้ .. เพราะเธอรู้ดีพอๆ กับที่พลับพลึงก็รู้ดีและทุกคนที่รู้จักกับระวีก็รู้ดีว่าเพราะเธอ..เพราะระ วีผิดหวัง..ระวีรักเธอมาก ระวีจึงเจ็บปวดมากจนทนไม่ไหว ..
“วีอ่อนแอเหลือเกิน..” มิ้มคร่ำครวญ
“ในโลกนี้ไม่มีที่สำหรับคนอ่อนแอจริงหรือคะ?” มิ้มสะอึกสะอื้นอยู่ในอก
“แล้วทำไมมิ้มผ่านมาได้”.. พลับพลึง หลับตานิ่งเวลานี้เหมือนเวลาย้อนกลับไปยังวันที่เธอรู้จักกับมิ้มใหม่ๆ .. มิ้ม ผู้หญิงสวยที่อ่อนแอ ผู้หญิงที่เฝ้าแต่คร่ำครวญถึงความทุกข์ร้อนที่แผดเผาอยู่ในใจ ..
พลับพลึงรู้สึกถึงเยื่อใยบางๆ ระหว่างคนสองคน..และเธอกำลังจะกลายเป็นคนนอก
เธอถามตัวเองว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง..เธอจะทำอย่างไร? เพราะเธอรักมิ้มเหลือเกินแล้วในวันนี้..และเธอก็แสนทรมาน เมื่อรู้สึกว่าคนที่เธอรักกำลังทุรนทุรายอยู่กับความรู้สึกผิดของตัวเอง ซึ่งความรู้สึกผิดนี้เองที่อาจเหนี่ยวนำทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตให้หวนคืนกลับมา ..
พลับพลึงไม่มีวันลืมว่าความรักนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ .. อะไรๆ ที่เหนือความคาดหมายมักเกิดขึ้นได้เสมอ
**
มิ้มจัดการ ให้ระวีกับเพื่อนสองคนกลับเมืองไทยก่อน เธอคิดว่าสาวน้อยของระวีจะกลับไปด้วยเพื่อช่วยดูแลแต่เธอกลับได้เห็นกริยา ยักไหล่แบบไร้เยื่อใยจากผู้หญิงคนใหม่ของระวี ทำให้เธอรู้สึกสะท้อนใจในชะตากรรมของคนที่เคยเป็นใหญ่ในหัวใจของเธอ ซึ่งพอถึงวันนี้ระวีเหมือนไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายสำหรับใครเลย
สำหรับ เธอเอง การทำงานยังต้องดำเนินไป แม้นว่าเธอจะห่วงและเป็นกังวล ความห่วงกังวลของเธอมีให้ทั้งกับระวีและกับพลับพลึงคนรักซึ่งเงียบขรึมไป ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ บรรยากาศในการท่องเที่ยวในครั้งนี้หงอยไปถนัดใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้หรือแม้นในวันนี้จะมีคนไม่ค่อยชอบหน้าระวี แต่คงไม่มีใครอยากให้ระวีเป็นอย่างนี้ ถ้าเลือกได้พวกเขาส่วนใหญ่คงเลือกที่จะมีระวีและพรรคพวกเป็นตัวป่วนในคณะ เช่นเดิมมากกว่า
พลับพลึง เริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับสายตาแสดงความอยากรู้อยากเห็นจากลูกทัวร์ และมีคำถามแปลกๆ ที่ถามกันและกันแต่เธอไปได้ยินเข้าจะโดยบังเอิญหรือโดยตั้งใจหรือโดยเพราะ ตัวคนเอ่ยไม่สนใจว่าใครจะรู้สึกอย่างไร..ก็ช่าง
“คุณมิ้มกับเจ้าทอมอ้วนนั่นมีอะไรกันมาก่อนเหรอแก?”
“ถึงกับบ้าไปเลยแบบนี้แกคิดว่าพวกเค้าควรมีความหลังต่อกันหรือเปล่าล่ะ”
“ไม่น่าเชื่อเลย”
“สังคมเพศที่สามก็วุ่นวายอย่างนี้แหละแก”
หัวใจ ของพลับพลึงเริ่มหม่นหมอง เธอเริ่มทบทวนการตัดสินใจในครั้งนี้ว่าที่แท้เธอตัดสินใจผิดหรือถูกกันแน่ ที่หวนกลับมาสู่ถนนสายนี้อีกครั้ง หลังจากที่เคยโดนทำร้ายหัวใจจนบาดเจ็บปางตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
และ ในครั้งนี้เธอก็รู้สึกเจ็บ เมื่อหลับตาแล้วมองเห็นภาพคนรักของเธอถูกโอบรัดโดยคนรักเก่า โดยมิ้มมิได้พยายามดิ้นรนที่จะหลุดลอดออกมาจากอ้อมกอดนั้นเลย แต่กลับเป็นตัวเธอที่เข้าไปทุบตียื้อยุดอย่างหวงแหน
และ เธอรู้สึกเจ็บลึกๆ เมื่อเห็นคนรักของเธอกังวลที่จะนับเวลาเพื่อที่จะทราบว่าระวีนั้นเดินทางไป ถึงจุดไหนแล้ว มันเป็นความห่วงใยที่มีอยู่ในความเกรงอกเกรงใจเธอ .. เกรงว่าเธอจะรู้สึกไม่ดี เกรงว่าเธอจะน้อยใจ ซึ่ง.. เธอก็ยอมรับว่าจริงๆ แล้วเธอน้อยใจ เสียใจ..และหวั่นไหวอย่างที่สุดและตอนนี้เธอก็แทบไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเธอต้อง ทำตัวอย่างไรกับการที่เธอพบว่า มิ้มแอบโทรศัพท์ในห้องน้ำ แล้วเมื่อมิ้มรู้ มิ้มก็เข้ามาคลอเคลียเอาใจ ซึ่งเธอไม่ชอบอะไรแบบนี้สักนิด
“ระวีถึงกรุงเทพฯ แล้ว” มิ้ม บอกอ้อมแอ้ม พลับพลึงได้แต่พยักหน้ารับทราบ ในตอนนี้การท่องเที่ยวไม่มีความหมายอีกต่อไปสำหรับพลับพลึงเพราะไม่ว่าจะ เดินทางไปในที่แห่งไหน ความหวาดระแวง ความขุ่นเคือง มันก็ตามเธอไปทุกที่ และมันทำให้บรรยากาศดีๆ กลายเป็นบรรยากาศที่มีแต่ความอึมครึม และในวันนี้เมื่อเธอมองหน้าใสๆ ของคนรัก เธอกลับเห็นคนโลเลคนหนึ่ง ซึ่งเธอไม่รู้ว่าเธอจะวางใจได้แค่ไหน
“มิ้มห่วงเค้า” มิ้มบอกออกมาเบาๆ
“อยากให้แน่ใจว่าวีปลอดภัยดี อย่างน้อย.. วีเค้าก็เป็นลูกทัวร์ของมิ้ม”
พลับพลึง เบือนหน้าหนี..เธอคิดประชดประชันอยู่ในใจว่า เป็นทั้งลูกทัวร์และคนรักเก่า ดูเหมือนว่ามิ้มไม่รู้สักนิดว่าเธอกำลังร้องไห้ เธอหันหลังให้มิ้มแล้วเริ่มคิดอะไรต่ออะไร แล้วน้ำตาก็หลั่งรินด้วยความอัดอั้นในขณะที่มิ้มกำลังอยู่ในความทุกข์ของตัว เองอยู่เช่นกัน..
พลับพลึง เริ่มคิดถึงบ้าน..คิดถึงผู้ชายสองคนที่หมายปองเธออยู่..เธอคิดว่าเธออยู่ใน โลกที่นิ่งๆ เงียบๆ มานาน เธออยู่กับวัด ซ่อมแซมภาพข้างฝาอย่างสงบ แต่กระนั้นชีวิตเธอก็พอมีสีสันบ้าง แต่เพียงเธอพบมิ้ม ความวุ่นวายต่างๆ ก็ตามมามากมายและจนถึงวันนี้ เธอรู้สึกได้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่เธอเคยได้รับจากมิ้มในฐานะคนรักมันหายไป เนื่องจากเธอมิได้ถูกใส่ใจอย่างเต็มที่เสียแล้ว..แม้นกระทั่งนอนอยู่บนเตียง เดียวกัน เพียงเธอหันหลังให้แล้วร้องไห้ มิ้มยังไม่รู้ เพราะในตอนนี้ใจมิ้มไม่ได้อยู่ที่ตัวนั่นเอง
มิ้มยังรักระวี.. นี่คือสิ่งที่พลับพลึงเชื่อว่าเธอสัมผัสกับมันอยู่ในตอนนี้พร้อมกับความเจ็บปวดในหัวใจ
“ถ่ายรูปหน่อยนะคะ” มิ้ม บอกเมื่อใครต่อใครกำลังหามุมดีๆ ที่จะถ่ายรูปกับหอเอนชื่อก้องโลกที่ตั้งเอียงๆ อยู่เบื้องหน้าเหมือนในรูปภาพที่เคยดูมาไม่ผิดเพี้ยน ตรงจุดนี้เป็นจุดที่ถูกถ่ายรูปมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนและมันคงน่าตื่นเต้นดี สำหรับคนที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกอย่างเธอหากสภาพจิตใจของเธอเป็นปรกติสุข ดีกว่านี้
“อย่าเลยค่ะ” พลับพลึงบอกไปอย่างเซ็งๆ
“อ้าว” มิ้มร้องและต่อมากลายเป็นถอนใจ
“มิ้มขอโทษนะคะถ้าทำให้ไม่สบายใจ” เธอ จับมือพลับพลึงไว้ แต่เพียงครู่เดียวพลับพลึงก็ถอนมือออกเมื่อรู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่แอบมอง เธอและมิ้มอยู่ เธอและมิ้มกลายเป็นความน่าสนใจใหม่สำหรับลูกทัวร์เสียแล้ว พลับพลึงรู้สึกหงุดหงิดและเบื่อระอามากขึ้น
มา ถึงตอนนี้เธอขุ่นเคืองตัวเอง..ก่อนหน้านี้ เธอทุกข์ทรมานกับการฝืนที่จะไม่รักผู้หญิงคนนี้เพราะเธอได้เคยตัดสินใจแล้ว ว่าจะไม่ก้าวเดินบนถนนสายนี้อีกแล้ว แต่ในที่สุดเธอก็ยอมใจอ่อน เพื่อบาดเจ็บอีกในวันนี้และนี่ก็คือผลแห่งความไม่เข็ดหลาบนั่นเอง
เธอเห็นมิ้มรับโทรศัพท์จากเมืองไทย สีหน้าห่วงใยกังวลและมิ้มก็บอกกับเธอว่า
“แม่วีโทรมาค่ะ วีไม่ยอมรับรู้อะไรเลย ตอนนี้ถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลประสาท”
พลับพลึง นิ่ง ด้วยเธอไม่รู้จะต่อคำว่าอะไร เธอรู้อยู่เพียงอย่างเดียวว่าเธอเบื่อ เธอถามตัวเองว่าเธอใจร้ายมากไปหรือเปล่า เธอควรต้องยิ้มและสนทนากับมิ้มด้วยความเห็นอกเห็นใจในสิ่งที่คนรักเก่าของ มิ้มเป็นไปหรือเปล่า ถึงจะดูดีงามเหมาะสม
พลับพลึง เคยคิดว่าตัวเองอ่อนโยนพอสมควร แต่มาคราวนี้เธอเริ่มไม่เข้าใจตัวตนของตนเองว่าเป็นอย่างไรกันแน่ เวลานี้ดูเหมือนว่าเธอได้กลายเป็นผู้หญิงกระด้างเย็นชาที่ไม่น่ารักสักนิด แต่นี่คือเธอตอนนี้ซึ่งหากผิดไปจากนี้คือการเสแสร้งที่เธอเองคงทำได้ไม่แนบ เนียนสักเท่าใดนักหรอก
“พลับพลึงอยากกลับบ้าน” พลับพลึง บอกเบาหวิว น้ำตาพาลจะไหล มันเหมือนเธอกลับเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง เด็กหญิงซึ่งอยากงอแง อยากเอาแต่ใจโดยไม่ต้องมีเหตุผลใดมารองรับ
มิ้มมองพลับพลึงด้วยความเข้าใจ
หัวใจ ของเธอกำลังถูกหลอมให้ละลายด้วยเสียงเบาๆ เหงาๆ และดวงตาที่เอ่อคลอของคนรัก เหลือเวลาอีกเพียงสามวันสำหรับการท่องเที่ยวที่ทั้งเธอและพลับพลึงต่างอยู่ ในภาวะที่ไม่เป็นสุขพอที่จะรื่นรมณ์กับสิ่งต่างๆ รอบตัว
“ไม่เอาน่า” มิ้มปลอบอย่างอ่อนโยน
“อย่างอแงสิคะคนดี”
“คนดี?” พลับพลึง หัวเราะหยันกับคำนี้ เธอไม่ใช่คนดีอะไรเลย เธอไม่ใช่นางเอกในหนังในละคร เธอหน้าชื่นโดยอกตรมไม่ได้ ถ้าตรมเธอจะตรมทั้งหน้าและหัวใจนั่นเลยทีเดียว พลับพลึงรู้สึกน้อยใจ เมื่อคิดถึงมิ้มคนเดิมที่คร่ำครวญความทุกข์ในอกใจในวันวาน .. ตอนนี้เธอกลายเป็นผู้หญิงคนนั้นไปเสียแล้วกระมัง..
“อย่าทำเสียงอย่างนี้สิคะ” มิ้มเว้าวอน
แต่ พลับพลึงกลับหัวเราะหยันอย่างเจ็บปวดอีก เธอมองมิ้ม มอง และมอง .. คางสวยๆ ของเธอเริ่มสั่น..โอ เธอเจ็บเหลือเกิน เจ็บจนอยากเดินจากไป ไม่หวนกลับคืนมาอีกเลย
อย่า พูดอย่างนี้สิ อย่าทำเสียงอย่างนี้สิ อย่า และอย่า..นี่คือคำพูดสำหรับคนรัก หรือคือคำพูดสำหรับคนที่กำลังเบื่อ..มันเร็วเกินไปไหมสำหรับความรักขาลงของ เธอ กับคนที่เฝ้าเพียรพยายามที่จะพบเจอกับเธอ อยากได้ยินเสียงเธอตลอดเวลา..โอ้อนิจา..นี่เธอตัดสินใจผิดพลาดอีกแล้วใช่ไหม นี่
“มิ้มรักพลับพลึงนะ” มิ้ม โอบกอดอย่างอ่อนโยน อย่างพยายามเต็มที่ที่จะให้เข้าใจ พยายามเต็มที่ ที่จะทะนุถนอม แต่พลับพลึงกลับผลักเธอออกอย่างแรงในขณะที่ร้องไห้เนื้อตัวสั่นแล้วหันหลัง หนีไม่ยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นน้ำตา หญิงสาวผมยาวส่ายหน้าไปมาอย่างสุดทน อะไรกันนี่..ก่อนหน้านี้ เมื่อเธอมองมิ้มคร่ำครวญด้วยริมฝีปากสีสดสวย ด้วยดวงตาเศร้าละห้อย ในคราวที่รู้จักกันใหม่ๆ เธอบอกตัวเองว่าผู้หญิงคนนี้อ่อนแอน่าสงสาร แต่ตอนนี้กลับเป็นตัวเธอเองที่หลั่งน้ำตาเหมือนน้ำหลาก
เธอ เบื่อหน่ายคำพูดหวานๆ เต็มที เธอเชื่อในสิ่งที่เธอมองเห็นและสัมผัสด้วยความรู้สึกมากกว่าที่จะเชื่อใน ถ้อยคำ และในตอนนี้เธอไม่เชื่อสักนิดที่ว่ารัก เนื่องจากความรู้สึกของเธอบอกตัวเองอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก นับตั้งแต่เธอพยายามดึงตัวมิ้มออกมาจากการเกาะกอดโอบรัดของระวี .. เธอเห็นแววตาของมิ้มเต็มไปด้วยเยื่อใย เธอเห็นความรักของคนสองคนรวมตัวกันเป็นพลังบางอย่างที่โลกทั้งโลกต้องยอมสงบ นิ่งให้ในชั่วขณะนั้น
พลับพลึงสะอื้นไห้
เป็นอีกครั้งในชีวิตที่รู้สึกถึงความปี้ป่นย่อยยับภายใน ..
เธอและมิ้มอาจเป็นเพียงคนสองคนที่โชคชะตาพัดพาให้มาได้พบกันเพียงช่วงหนึ่ง .. ก็เท่านั้นเอง
“พลับพลึง” มิ้มตามมากอดเมื่อพลับพลึงเดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องพัก
“มิ้ม ไม่รู้ว่าถ้าพลับพลึงเป็นมิ้มพลับพลึงจะทำยังไง มิ้มอาจทำให้พลับพลึงรู้สึกไม่ดี พลับพลึงอาจผิดหวังในตัวมิ้ม แต่มิ้มก็อยากบอกว่าวันนี้มิ้มมีพลับพลึงมิ้มรักพลับพลึง หัวใจของมิ้มเป็นของพลับพลึง ถ้าความห่วงใยของมิ้มที่มีต่อวีเป็นความผิดในความรู้สึกของพลับพลึง มิ้มก็ขอยอมรับผิด มิ้มไม่ใช่คนใจร้าย มิ้มอาจเคยโกรธ เคยไม่พอใจ เคยถูกวีทำร้ายแต่มิ้มไม่ได้เกลียดวี วี จะเป็นแบบนี้หรือไม่ มิ้มก็ไม่มีทางที่จะกลับไปเหมือนเดิมกับวีได้อีกแล้ว แต่เพราะวีเป็นแบบนี้มิ้มถึงเป็นห่วงมาก..พลับพลึงช่วยเข้าใจมิ้มหน่อยนะคะ”
พลับพลึงเม้มปากสนิท.. เธอต้องเข้าใจตามนี้ใช่ไหมนี่? เธอ รู้ดีตามที่มิ้มบอก..ไม่ว่าระวีจะเป็นแบบนี้หรือจะยังสบายดี มิ้มก็กลับไปเป็นคนเดิมของระวีไม่ได้ แต่เธอก็รู้ดีตามที่ตาเห็นและรู้ดีตามที่เธอรู้สึกว่ามิ้มยังรักระวีอยู่
เธอ รู้ว่ามิ้มแทบขาดใจในตอนนั้น เธอรู้อีกว่าถ้าเธอไม่อยู่ตรงนั้น มิ้มจะกอดระวีจนแน่นเพื่อที่จะปลุกระวีให้ฟื้นสติกลับคืน ทำไมเธอจึงรู้ดีก็ไม่รู้และนั่นทำให้หัวใจเธอแหลกสลายจนไม่รู้ว่าจะทำอย่าง ไรกับตัวเองดีแล้วในเวลานี้
ทั้ง พลับพลึงและมิ้มต่างรู้สึกหมดถ้อยคำที่จะพูดต่อกัน มิ้มได้แต่กอดพลับพลึงเอาไว้ และเมื่อพลับพลึงสะอื้นมิ้มก็ลูบหลังเบาๆ โดยนึกคำพูดไม่ออกว่าจะพูดอะไร เธอรู้สึกว่าไม่ว่าเธอจะเอ่ยอะไรออกไปก็ล้วนแต่จะนำความเจ็บปวดมาสู่ผู้หญิง คนนี้ทั้งสิ้น
เธอ เริ่มเรียนรู้ในความเป็นตัวเป็นตนของพลับพลึงเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่งว่าใน ฐานะคู่รัก พลับพลึงแสนจะอ่อนบางและต้องการการทะนุถนอมอย่างมากจนเธอรู้สึกกังวลว่าเธอ จะดูแลทะนุถนอมจิตใจดวงนี้ได้ดีเท่าที่เจ้าตัวต้องการหรือเปล่าแต่เธอจะ พยายาม..เพราะเธอรักเหลือเกิน
**
มิ้มอยากขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอพูดอะไรไม่ออก เธอรู้สึก ไร้ ชีวิตชีวาและคณะทัวร์ของเธอก็ท่องเที่ยวกันอย่างชนิดที่เรียกกันว่างานกร่อย แต่คนที่ดูกร่อยมากที่สุดคือพลับพลึง คู่รักของเธอนั่นเอง ..ขอ โทษนะคะพลับพลึง..ขอโทษที่ทำให้หมดสนุก ขอโทษที่ทำให้พลับพลึงของมิ้มเต็มไปด้วยความทุกข์ มิ้มเอื้อมมือมาจับมือคนรักเมื่อนั่งอยู่ด้วยกันบนเครื่องบิน..เธอได้ยิน เสียงลูกทัวร์ทอดถอนใจพึมพำออกมาว่า
“เฮ้อ.. กลับบ้านซะที” ..
มิ้มรู้สึกถึงคำว่าหมดน้ำยา..นี่คืองานของเธอ หน้าที่ของเธอควรต้องทำให้ลูกทัวร์พึงพอใจกับการท่องเที่ยวจนไม่อยากกลับบ้าน
ใน ขณะเดียวกัน คนที่นั่งข้างๆ ตัวเธอคือคนรักของเธอ..หน้าที่ของเธอต่อคนรักคือทำให้มีความสุข มีความอบอุ่นใจ แต่มิ้มไม่พบความสุขจากสีหน้าท่าทางของพลับพลึงเลย มันเหมือนกับว่าเธอล้มเหลวไปเสียหมด..เธอทำให้ระวีเสียสติ ทำให้ลูกทัวร์เที่ยว ไม่สนุกและทำให้พลับพลึงหมดความสุข
ตอน นี้แม้นแต่มือนิ่มๆ ที่เธอจับกุมอยู่นั้นก็เหมือนมือที่ไม่มีชีวิตเลือดเนื้อ เพราะมันไม่ยอมเคลื่อนไหวใดๆ คงปล่อยให้เธอจับไว้นิ่งๆ เหมือนตุ๊กตา
“เหนื่อยเหลือเกิน” มิ้ม พึมพำพลางขดตัวในอาการเหนื่อยและหน่าย.. และท้อแท้ เธออยากได้ความเข้าใจเพียงเล็กน้อยจากคนที่อยู่ใกล้ๆ..อยากได้กำลังใจสัก หน่อย เพียงพอที่จะทำให้เธอมีเรี่ยวแรงขึ้นกว่านี้อีกสักนิดแต่มันเหมือนกับว่าคน ข้างตัวของเธอนั้นหยุดการเคลื่อนไหวไปแล้วอย่างสิ้นเชิงกระนั้น
ดูเหมือนกับว่านี่เป็นความ “ร้าย” ใน อีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างออกไปจากที่เธอเคยพบจากระวี ซึ่งเธอจะต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ และทั้งเธอและพลับพลึงต่างต้องเรียนรู้ในตัวตนของกันและกัน เพื่อที่จะเดินร่วมทางกันต่อไป หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายไม่เบื่อหน่ายในการเรียนรู้ หรือการปรับตัวเสียก่อน
มิ้มถามตัวเองว่าเธอเบื่อหรือยัง..ยัง..เธอรู้สึกแค่ว่าเธอ ไม่ชิน..เท่านั้น
เธอ คิดไม่ออกว่าเธอจะเบื่อผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไร ทั้งหมดที่พลับพลึงเป็นอยู่ในตอนนี้ก็เพราะรักเธอ ส่วนตัวเธอ..เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว เธอคิดว่าเธอผูกพันใจกับพลับพลึงตั้งแต่นาทีแรกที่เจอกันแล้ว..นาทีที่พลับพลึงผู้หญิงผมยาวสวมเสื้อ ม่อห้อมตรงเข้ามากระชากเธออกจากราวสะพาน นาทีนั้นมันเหมือนกับการพลิกชีวิตให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทีเดียวนะ
มิ้ม โรยยิ้มออกมาได้อย่างหงอยๆ เธอลูบมือพลับพลึงเบาๆ แสนอ่อนโยน..มิ้มคู้ตัวลงอีกนิด แล้วค่อยๆ หลับตาลง เธอเหนื่อยเหลือเกิน ช่างเถอะนะ อะไรจะเป็นอย่างไร ขอเธอหลับก่อนซักงีบก็แล้วกัน หลับโดยจับมือคนรักเอาไว้อย่างนี้ห้ามหนีไปไหน
พลับพลึง เหลือบมองมิ้มที่นอนคู้ตัวนิ่งๆ หายใจสม่ำเสมออยู่ข้างๆ แต่มือยังกุมอยู่กับมือของเธอ..หลับไปแล้วสิ..คงเหนื่อยและท้อ แต่การที่ทุกคนเที่ยวไม่สนุกในครั้งนี้หาใช่ความบกพร่องของหัวหน้าทัวร์ไม่ มันเป็นเพราะทุกคนห่อเหี่ยวจากเหตุการณ์อันสุดวิสัยที่เกิดขึ้นกับลูกทัวร์ คนหนึ่งต่างหาก
และจะว่าไปแล้วแม้นว่าพลับพลึงจะไม่เคยทัวร์ต่างประเทศมาก่อนแต่เธอก็บอกตัวเองได้ว่ามิ้มเป็นผู้นำทัวร์ที่น่ารักทีเดียว

0 comments:
Post a Comment