Monday, May 18, 2009

ตอนที่ 26

มิ้ม ยืนตรวจเช็ครายชื่อลูกทัวร์อย่างขะมักเขม้นและกระฉับกระเฉง ดวงตาเธอมีชีวิตชีวาน่ามองในสายตาใครๆ และงดงามอย่างที่สุดในสายตาของพลับพลึงลูกทัวร์คนสำคัญที่สุดในคณะ

แต่ ท่าทางอย่างนี้ และดวงตาพราวๆ อย่างนี้ ทำให้ระวีรู้สึกขัดตาขัดใจและหงุดหงิดอย่างที่สุด แม้นว่าเธอและพรรคพวก จะพากันควงสาวไปเป็นคู่ๆ แถมแต่ละคู่อี๋อ๋อกันสุดฤทธิ์สุดเดชตามคำบัญชาของระวีผู้เป็นเจ้ามือ ซึ่งเมื่อมิ้มเช็คมาถึงชื่อเธอ เธอก็โอบกระชับสาวน้อยในวงแขนพลางยื่นจมูกไปชนแก้มให้แม่สาวหัวเราะระริกระ รี้จนคนอื่นๆ พากันลอบมองหน้ากันอย่างเซ็งๆ

ระ วีชูมือขึ้นพลางหลิ่วตาให้ มิ้มยิ้มให้ตามปรกติ เหมือนยิ้มให้กับลูกทัวร์คนอื่นๆ ทุกคน เป็นรอยยิ้มน่ารักแจ่มใสแต่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกร้อนผะผ่าว ..

ผู้หญิง คนนี้เคยรักเธอมากมาย เคยร้องไห้หมดรูปเพราะเธอ เคยเกาะกอดหน่วงเหนี่ยวเธอไว้ไม่ให้จากไป .. บัดนี้กลับกัน ถ้าเธอทำอะไรชดใช้ให้ได้ เพื่อที่เธอจะได้มิ้มกลับคืนมารักกันเหมือนเดิม เธอยินดีที่จะชดใช้ ถ้ามันจะเป็นไปได้

ระ วีเหลือบตามองสาวน้อยที่ยิ้มระริกอยู่ใกล้ๆ .. เธอมองเห็นจริตเด่นชัด เห็นหูตาแพรวพราว เห็นแววความฉลาดเฉลียว ความอยากได้อยากมี ซึ่งทุกอย่างเหล่านี้ไม่เคยมีปรากฏในตัวตน ในหูในตาของมิ้ม ..

ที่ สุดระวีก็ได้แต่ลอบถอนใจอย่างหงอยเหงา กริยาโอบประคองกะหนุงกะหนิงที่เธอแสดงออกมานี้ เกิดจากแรงพายุที่ปั่นป่วนอยู่ในใจที่กำลังเจ็บป่วยของเธออย่างไรเล่า ซึ่งเธอก็รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่านี่คือการประชดประชันที่ไม่ได้ผล.. เนื่องจากมิ้มไม่มีสายตาที่จะมองเธออีกแล้ว

สายตาของมิ้มทอดมองอย่างอ่อนหวานไปที่สาวบ้านนอกผมยาวคนนั้นตลอดเวลา..และท่าทางของมิ้มก็เปลี่ยนไปมากมาย..

บัด นี้ระวีมองเห็นมิ้มเป็นทอมคนหนึ่ง เป็นทอมใหม่เอี่ยมที่สะอาดงดงาม และแสนสุภาพ และที่รวดร้าวยิ่งคือทอมคนที่เธอมองเห็นอยู่คนนี้กำลังมีความรักเบ่งบานอยู่ เต็มดวงตา เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยากเย็นเหลือเกินที่ระวีจะยอมรับได้

เป็นอะไรไปคะพี่วี?” สาวน้อยเอ่ยถาม เมื่อเห็นระวีเงียบไป สายตาระวีล่องลอยแลดูเคว้งคว้างน่าสงสาร

เปล่านี่

แน่ใจนะคะ?”

ระวีมองหน้า.. แล้วยักไหล่

แน่ซี่เธอ ฮึดสู้ .. แน่สิ .. เธอจะเอามิ้มกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะในสภาพไหน เธอรักมิ้ม .. ไม่มีใครเข้ามาแทนที่มิ้ม..ผู้หญิงขี้แยของเธอได้ ..

**

ะวีดีดกระโปรงแอร์โฮสเตสสาว ที่เดินผ่านอย่างสนุกคะนอง ทั้งที่เธอมิได้สนุกคะนองหากแต่เธอกำลังเรียกร้องความสนใจจากคนบางคนต่างหาก

แอร์ สาวอุทานเบาๆ แล้วหันมาทางระวีซึ่งแสร้งยิ้มใสซื่อส่งให้ ในขณะที่เพื่อนฝูงของเธอหัวเราะคิกคัก แอร์สาวส่ายหน้าพลางยิ้มทั้งที่ไม่ชอบใจ แต่ความอดทนคือคุณสมบัติของผู้ทำงานบริการ .. เหมือนกับที่มิ้มมองเห็นการกระทำของระวีแล้วต้องพยายามท่องไว้ในใจว่าอดทน..ทุกสิ่งจะผ่านพ้นไปได้ด้วยความอดทนเท่านั้น..

หลาย ต่อหลายสายตาในบรรดาเพื่อนร่วมทริปต่างพากันเหลือบตามองกลุ่มระวีอย่างขุ่น เคืองและรำคาญใจในความวุ่นวายและความไม่สุภาพ และเกิดอคติบางอย่างต่อลักษณะท่าทางแบบระวีจนลูกทัวร์สาวใหญ่คนหนึ่งบ่นอุบ กับเพื่อนที่มาด้วยกันว่า

ถ้ารู้ว่าต้องมากับไอ้พวกทอมห่ามๆ พวกนี้ ฉันขอบายดีกว่า

ใจเย็นน่า ..” เพื่อนปลอบไปตามเพลง

มันน่าเกลียดน่ากลัวแถมยังน่าทุเรศอีกตะหากเธอส่ายหน้าเอือมระอา

แต่ จะทำอย่างไรได้ เมื่อร่วมขบวนกันมาแล้ว ก็คงต้องทนๆ กันไป ซึ่งมันก็ทำให้ความสนุกลดหายลงไปเยอะทีเดียวกับการที่ต้องเดินทางร่วมไปกับ คนที่ไม่ต้องตา ไม่ถูกอัธยาศัยกันเช่นนี้

ผมรำคาญไอ้กะเทยพวกนี้จริงๆสามีภรรยาสูงวัยหันหน้ามองกันอย่างอึดอัด

คุณ ป้าผู้เป็นภรรยาวางมือไว้บนมือของคุณลุงอย่างนิ่มนวล เป็นเชิงว่าใจเย็นๆ .. เหมือนกับที่พลับพลึงวางมือไว้บนมือของมิ้มตลอดเวลา..และมิ้มลูบมือพลับพลึง เบาๆ และหันไปมองอย่างปลอบโยน..ต่างคนต่างปลอบโยนกันโดยไม่ต้องพูด..

ใน ขณะที่กลุ่มของระวีกำลังวุ่นวายกับการสั่งเครื่องดื่ม เดี๋ยวคนนั้นจะเอาโน่น คนนี้เปลี่ยนใจจะเอานี่แทน ดูเรื่องมากและมากเรื่องเสียจริงๆ

พลับพลึงลูบมือมิ้มเบาๆ..

หลับตาเสียหน่อยก็ได้ค่ะ ถ้าไม่อยากเห็นอะไรต่ออะไรเธอบอกสาวผมสั้น

มิ้ม ยิ้มให้กับคำแนะนำของคนรักและทำตามอย่างว่าง่าย .. หลับตาลงแล้วโลกทั้งโลกก็จะมีแต่เธอกับพลับพลึงเพียงสองคน มือของเธอยังอยู่ในมือของพลับพลึง มืออุ่นๆ ที่เต็มไปด้วยกำลังใจที่ถ่ายทอดมาสู่กันอย่างอ่อนโยน

พลับพลึง มองมิ้ม เธอรู้ได้ว่ามิ้มเหนื่อย งานของมิ้มในฐานะผู้นำทัวร์คือการต้องแก้ปัญหาทุกอย่างให้กับลูกทัวร์ทุกคน เธอคิดถึงนักกิจกรรมตัวเอ้ในมหาวิทยาลัยที่เธอนึกทึ่งเสมอว่าพวกเขาทำได้ อย่างไรกันกับกิจกรรมมากมายที่ต้องดูแลควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามต้องการ ท่ามกลางความยุ่งยาก แต่ที่สุดพวกเขาก็ทำได้และยิ้มเต็มหน้าเมื่อมีผลงานเป็นที่ประจักษ์

งานของมิ้มเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว มิ้มมีลักษณะผู้นำเต็มตัวแต่เธอก็สุภาพนิ่มนวล และน่าชื่นชมในความรู้สึกนึกคิดของพลับพลึง

ห่วงมิ้มหรือคะ?” มิ้มพึมพำถามทั้งที่หลับตาพริ้มอยู่อย่างนั้น

พลับพลึงโรยยิ้มอย่างอ่อนโยน

ค่ะเธอบอกเบาๆ และลูบมือมิ้มไปมา

รักนะค่ะ”..

มิ้มลืมตา หันมามองหน้าคนรักที่ยิ้มละไมน่ามองอยู่ใกล้ๆ

อยากกอดจังมิ้มบอกทั้งปากและตาพลับพลึงหัวเราะเบาๆ

อยากกอดเหมือนกันสาว ผมยาวบอกเหมือนล้อเลียน แต่เธอก็บอกไปตามความรู้สึกที่มีด้วยเช่นกัน เธอรักมิ้ม เธออยากกอดคนรักของเธอที่กำลังเหนื่อย สองคนมองสบตากัน.. เป็นดวงตาสองคู่ที่เชื่อมประสานกันแล้วเอิบอิ่มมั่นคง

เป็น การเดินทางที่เต็มไปด้วยความรู้สึกขุ่นข้องหงุดหงิดใจสำหรับลูกทัวร์ เนื่องจากความรู้สึกที่ว่า พวกเขาได้ร่วมทางไปกับนักก่อปัญหาจอมโวยวาย ซึ่งแม้นแต่การพูดคุยหรืออาการประเจิดประเจ้อของทอมและดี้แต่ละคู่ในก๊วนของ ระวีก็ก่อปัญหากวนใจให้เพื่อนร่วมทางได้ตลอดเวลา

ไหนว่าทัวร์บริษัทนี้เจ๋งนักหมอหนุ่มคนหนึ่งออกปากบ่นกับแฟนสาว

คุณมิ้มเธอเทคแคร์ดีนะคะ มันแย่ตรงที่เราร่วมทางมากับพวกนั้นเท่านั้นเองแฟนสาวของเขาแยกแยะให้ฟัง

ไม่กรองลูกค้าเขายังบ่น

โถ..จะให้กรองอย่างไรละคะฝ่ายหญิงนึกขัน

ไม่ใช่ผู้ป่วยนี่คะจะได้คัดกรองก่อนส่งตรวจ

ผมไม่ค่อยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับทอมดี้ ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่เซทนี้อยากบอกตรงๆ ว่าไม่ชอบกิริยาจริงๆเขาส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ

คนดีๆ ก็มีเยอะค่ะ อย่าเหมารวมสิคะฝ่ายหญิงท้วงติง

ดู แล้วระวีและพรรคพวกกำลังทำให้ผู้ร่วมทางมีอคติต่อความเป็นทอมดี้ ทั้งที่ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ผู้คนในสังคมจะแยกแยะได้ว่าความเป็นทอมดี้นั้นเป็นรสนิยมอย่างหนึ่ง ความเป็นทอมดี้นั้นไม่ได้วัดค่าความดีเลวในตัวตนคนๆ นั้นแต่อย่างใด แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ชอบความประเจิดประเจ้อหรือความวุ่นวายของพวกเพศที่ 3 หรือผู้คนที่แตกต่างจากตนอยู่นั่นเอง

ยินดี ต้อนรับทุกท่านเข้าสู่กรุงโรม มหานครที่เคยรุ่งโรจน์และยิ่งใหญ่ในอดีต และปัจจุบันกรุงโรมนี้ก็ยังเป็นศูนย์รวมแห่งศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่ เลื่องลือชื่อและเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกซึ่งรองรับนักท่องเที่ยวมากมายในแต่ละวัน..

มิ้ม เริ่มทำหน้าที่มัคคุเทศน์ตั้งแต่รถบัสพาลูกทัวร์ทั้งหมดออกจากสนามบินฟิอุ มมิชิโน่ แล่นเข้าสู่โรม.. พลับพลึงเฝ้ามองใบหน้าของมิ้มด้วยความทึ่ง มิ้มเป็นคนเก่ง แคล่วคล่อง สดใส มันช่างขัดแย้งกับมิ้มคนที่เธอพบเจอเมื่อแรกที่ราวสะพานสีขาวในคราวนั้น .. เนื่องจากมิ้มคนนั้นดูปวกเปียกอ่อนแอเหลือเกิน

เธอ นึกถึงมิ้มคนที่นอนแซ่วอยู่ที่โรงพยาบาลเนื่องจากถูกรังแก .. นั่นมันเป็นอดีตที่ผ่านพ้นไป แต่ปัจจุบันคนที่เคยรังแกมิ้มก็ยังไม่วางมือเลย คนๆ นั้นยังคงตามมาเหมือนเงาที่ชั่วร้าย .. ในนามแห่งความรัก คนเราสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างจริงหรือ? ทำได้แม้นแต่ตามไปกระทำให้คนที่ตนบอกว่ารักต้องเดือดเนื้อร้อนใจ

ระ วีมองพลับพลึงด้วยสายตาหยามหยัน เนื่องจากหัวใจเธอปวดร้าวเธอจึงพยายามกดให้อีกฝ่ายดูต่ำต้อยกว่า โดยคิดว่านี่คือผู้หญิงของมิ้ม ..มิ้ม..คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้หญิงของเธอ .. และอีกไม่นานก็จะกลับมาเป็นของเธอตามเดิม.. แล้วพลับพลึงบ้านนอกคนนี้จะต้องฟูมฟายน้ำตาน่าสงสาร และหากเป็นไปได้ เธออาจอนุเคราะห์ผู้หญิงคนนี้อีกคน คิดแล้วระวีก็อดยิ้มออกมานิดหน่อยไม่ได้

.. แต่เสี้ยวเล็กๆ ในความคิดของเธอก็คิดในทางกลับกันอยู่บ้างว่าหรือบางที..หากเธอต้องแพ้พ่าย คนที่น่าสงสารที่สุดจะเป็นตัวเธอเอง..ตัวเธอ คนที่เคยยิ่งใหญ่เหนือหัวใจของมิ้ม.. เธอเกลียดชังคำว่าเคยเสียเหลือเกิน เพราะเธอไม่อยากยอมรับมันสักนิด..ว่าครั้งหนึ่งเคยรัก เธอยังรักอยู่ในวันนี้และไม่ว่าวันไหนๆ เธอก็ยังรัก

ระ วีถอนหายใจ.. ความรักระหว่างเธอกับมิ้มนั้นเหมือนเงา เมื่อก่อนมิ้มเป็นเงาคอยวิ่งตามเธอ แต่ตอนนี้มิ้มวิ่งหนีเธอ และเธอติดตามไม่หยุดหย่อน เธอล้มลุกคลุกคลานเกลือกกลิ้งอยู่ข้างทางในเวลาเมา เธอรู้สึกถึงความตกต่ำสุดขีดในชีวิต

เวลา นี้ผู้คนในคณะทัวร์จากเมืองไทยกำลังตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองที่มองเห็น โดยมีมิ้มยืนบรรยายอยู่ด้านหลังคนขับรถ ระวีเคยมาเที่ยวกับมิ้มในคณะทัวร์ที่มิ้มเป็นผู้นำเที่ยวอย่างนี้ เธอมองเห็นความแคล่วคล่อง ความฉลาดเฉลียวในการแก้ไขปัญหาสารพัดมากมี และเธอก็รู้สึกภูมิใจที่มีแฟนเก่ง แต่ขณะเดียวกันในชีวิตส่วนตัวระหว่างเธอกับมิ้มนั้น เธอรู้สึกเสมอว่ามิ้มโง่ๆ มิ้มเหมือนแมวตัวน้อยๆ ที่ทำให้เธอลำพองตนเสมอ

แต่ ในตอนนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองโง่เง่าเสียเหลือเกินที่ไม่รู้จักถนอมผู้หญิงคน นี้ไว้ ระวีก้มลงมองที่มือสองข้างของตัวเอง มืออวบๆ ที่ปล่อยปละละเลย.. จนที่สุดมิ้มก็ดิ้นหนีออกไป และตั้งตัวเป็นอิสระ เหมือนเมืองขึ้นที่ลุกขึ้นแข็งขืนต่อสู้

มิ้ม พาลูกทัวร์ของเธอเข้าที่พักในโรงแรมเป็นที่เรียบร้อย และนัดหมายเวลาในวันรุ่งขึ้นอย่างมั่นเหมาะ โดยมีกลุ่มขี้สงสัยเกินเหตุอย่างก๊กของระวีคอยซักไซร้หน่วงเหนี่ยวเพื่อที่ จะได้แยกจากกันให้ช้าที่สุด มิ้มหันไปบอกพลับพลึงอย่างเกรงใจว่า

พลับพลึงไปนอนก่อนเถอะค่ะ

ควรไปนอนกันทุกคนนั่นแหละค่ะพลับพลึงบอกชัดถ้อยชัดคำทำให้พวกวุ่นวายพากันเงียบกริบ สาวน้อยคู่ควงของระวี ยักไหล่

เห็นด้วยเธอว่า

พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่แล้วเธอก็เดินนำหน้าพรรคพวกออกไป เธอรู้สึกไม่ค่อยชอบใจกับการยื้อของระวีและเธอไม่อยากเก็บอารมณ์

ขอให้ฝันดีนะคะมิ้มอวยพรตามหลัง

เช่นกันค่ะ สาวน้อยโบกมือให้ทำให้ระวีหงุดหงิด แต่เธอก็ยอมเดินจากไปโดยดีทั้งที่เธอไม่อยากแยกจากไปไหนเลย

ระวีเดินออกมาพร้อมเพื่อนๆ ในความรู้สึกของเธอนั้นปวดร้าวแล่นพล่านอยู่ในทุกย่างก้าวที่พาเธอห่างออกมาจากมิ้ม ผู้ซึ่งกำลังจะเดินเข้าห้องไปกับผู้หญิงผมยาวท่าทางเฉียบคมคนนั้น..

เธอ ถามตัวเองว่าถ้าเธอต้องเป็นคนรักของผู้หญิงบ้านนอกดุๆ คนนี้จะเป็นอย่างไร เธอไม่นิยมให้ผู้หญิงของเธอมาดุเธอ เธอเองต่างหากที่ควรจะเป็นคนดุหรือทำหน้าเข้มเข้าใส่ และเธอไม่เข้าใจว่ามิ้มชอบผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไร

ระ วีได้แต่นอนลืมตาโพลงบนเตียงที่อ่อนนุ่ม บรรยากาศที่นี่ดูโรแมนติกไปหมด ซึ่งมันจะดีที่สุดหากในอ้อมกอดของเธอมีคนที่เธอรักเอนอิงอยู่ด้วยกันอย่าง แนบชิด แต่คนที่นอนอยู่ข้างตัวเธอตอนนี้ไม่ใช่คนที่เธอบอกกับตัวเองว่ารัก และตอนนี้สาวแอนก็หันหลังให้เธอและหลับสนิทไปแล้ว

ใน ขณะเดียวกันที่ในห้องของพลับพลึงกับมิ้ม พลับพลึงนอนหนุนแขนมิ้มอย่างแนบสนิท เสียงหายใจสม่ำเสมอบอกว่าเธอหลับสนิทและมิ้มมองเธอพลางยิ้ม .. โถ ช่างหลับง่ายดายเหมือนเด็กน้อย มิ้มรู้สึกเหมือนฝันที่เธอได้อยู่กับผู้หญิงผมยาวคนนี้ คนที่เนื้อตัวหอมกลิ่นแป้งร่ำน้ำอบไทย เส้นผมมีกลิ่นดอกไม้ไทยที่หอมละมุน ความโบราณของพลับพลึงนั้นคลาสสิกงดงาม

เธอ ลูบผมคนรักของเธอเบามืออย่างแสนรักแสนถนอม เธอรู้สึกถึงการปกป้องและรู้สึกถึงความรักที่มีให้กันและกันอย่างมากมาย มันมากมายอย่างที่เธอไม่เคยได้รับมาก่อนและมันน่าชื่นใจ ที่ความรักของเธอและพลับพลึงบัดนี้เป็นความรักที่ต่างมีให้กันและได้รับจาก กันและกันในน้ำหนักที่มากมายเท่าเทียมกัน..และที่สุดมิ้มก็ผล็อยหลับตามไป ด้วยความสุข

**

ลัง อาหารเช้า มิ้มพาลูกทัวร์ไปเดินที่บันไดสเปน นั่งดื่มกาแฟ ผู้คนและสนุกกับการ ช็อปปิ้งตามอัธยาศัยในบรรยากาศสบายๆ ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว

ผู้ คนที่นี่ท่าทางอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสกับคนแปลกหน้าได้เสมอ แต่กระนั้นนักท่องเที่ยวก็ได้รับคำแนะนำให้ระมัดระวังเรื่องกระเป๋าสตางค์ เพราะมีเรื่องโดนล้วงกันอยู่เสมอๆ

เรื่อง ฉกชิงวิ่งราวนั้นชาวบ้านในเมืองไทยก็คุ้นๆ กันดีหากแต่คนชั้นกลางระดับสูงขึ้นไป มักไม่ค่อยโดนฉกชิงในเมืองไทยเพราะไม่ค่อยเดินดินกินข้าวแกงข้างทางกันนัก จึงมักจะหวาดระแวงโจรฝรั่งในต่างแดนเสียมากกว่าในยามที่ออกมาท่องเที่ยวนอก ประเทศอย่างนี้

ระวังกระเป๋าหน่อยนะคะมิ้มบอกพลับพลึง

ค่ะสาว ผมยาวยิ้มน่ารัก เธอสวมชุดเสื้อยืดแขนยาวตัวหนาสีครีมกับกางเกงยีนสีน้ำตาลอ่อนและสวมรองเท้า ผ้าใบสีขาวแลดูสะอาดเอี่ยม มีกระเป๋าหนังใบเล็กสะพายเฉียงตัว อากาศหนาวกว่าเมืองไทยทำให้พลับพลึงแก้มแดงน่ามองเหลือเกิน

อยากหยิกแก้มมิ้มเผลอลูบแก้มพลับพลึงเบาๆ ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายที่บันไดสเปนแห่งนั้น

พลับพลึง หัวเราะเสียงใส ในขณะที่ระวีมองแล้วใจหายวาบรู้สึกตัวร้อนฉ่าเหมือนมีไข้ขึ้นอย่างกะทันหัน ภาพแห่งความรักของผู้หญิงสองคนนี้เป็นภาพแห่งความร้าวรานและรันทดสำหรับเธอ อย่างแท้จริง

เธอแพ้จริงๆ แล้วหรือนี่ คนอย่างเธอแพ้ได้อย่างไรกัน?

เอาไงดีพี่ลูกน้องจอมกวนสะกิด

ระวียักไหล่

แอนสาวน้อยหน้าใสคู่ควงของระวีกลับบอกออกมาว่า

คุณมิ้มเขาเป็นทอมไปแล้วจริงๆ

ระวีหันขวับมาทางคนพูดอย่างจะเอาเรื่อง

จริงๆสาวเจ้ายังยืนยันหน้าตาเฉย

เชื่อสิว่าเขากลับมาเป็นเมียพี่อีกไม่ได้หรอก

ระ วีหลับตาลง .. กล้ำกลืนกับถ้อยคำตรงไปตรงมาเหล่านั้นอย่างขมขื่น ตอนนี้มันเหมือนกับว่าความหวังของเธอที่ริบหรี่นั้นมันดับวูบลง..แต่ไม่หรอก เธอยังหวังว่ามือของเธอจะได้จับมือมิ้มและถ่ายทอดความรักให้มิ้มได้อีก เธอยังหวังว่าเธอจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดชดเชยให้มิ้มมีความ สุขอย่างที่มิ้มเคยเว้าวอนอยากได้..เธอจะใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ไปไหนและจะไม่มีใครอีกเลยตลอดไป..

ระวีกำมือแน่น.. และเดินตรงไปหามิ้มอย่างไม่รู้ตัว

สอง คนหันมามองระวีที่เดินมาหยุดยืนอยู่ใกล้ตัว มันใกล้เกินไปจนทั้งมิ้มและพลับพลึงต้องขยับถอยเล็กน้อย มิ้มมองระวีและระวีก็มองเข้าไปในดวงตาของมิ้มอย่างเว้าวอน ..

มิ้มจ๋า ระวีรักมิ้มนะ.. กลับบ้านเถอะ..

มีอะไรหรือเปล่าพลับพลึง เอ่ยถามในน้ำหนักเสียงที่หนักแน่นพอสมควร มันเป็นเสียงของผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเองอย่างมากและแสดงความเป็นเจ้า ของอย่างชัดแจ้ง จนระวีต้องละสายตาจากมิ้มไปมองเธอ.. รู้สึกได้ถึงความเป็นผู้หญิงแต่ก็รู้สึกได้อีกเช่นกันว่านี่คือผู้หญิงเข้ม แข็งที่พร้อมจะปกป้องคนรักตลอดเวลา

ไม่สบายระ วีบอกอย่างหน้าตาเฉย ไม่ยียวน ไม่เหมือนแกล้ง ไม่อะไรใดๆ ทั้งสิ้น เธอรู้สึกเหมือนว่าเธอเดินได้เอง พูดได้เอง โดยไม่ต้องคิด เหมือนเธอกำลังเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง

มิ้มขมวดคิ้ว

เป็นอะไร?” มิ้มทอดหางเสียงนิดหน่อย ถึงอย่างไรเธอก็อ่อนโยนเสมอกับทุกคน

ไม่รู้ระวีบอก

อ้าวพลับพลึงทำท่าหงุดหงิด

มียามาหรือเปล่า?” มิ้มถามอย่างห่วงใย

ระ วีเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรไม่ค่อยบอกใคร เป็นนิสัยอย่างหนึ่งของเธอที่มักจะบอกว่าเรื่องไม่สบายนั้นเป็นเรื่องเล็ก น้อยเธอไม่เหมือนคนอื่นที่มักจะขี้อ้อนเวลาไม่สบาย

เปล่า

มิ้มใช้หลังมือแตะที่ต้นแขนของระวีแล้วสะดุ้งเล็กน้อย เพราะเธอสัมผัสถึงอุณหภูมิที่ร้อนผ่าวอย่างคนที่มีไข้ขึ้นสูง

แต่ สำหรับระวี.. เมื่อมิ้มแตะต้องตัวเธอความอบอุ่นก็แผ่ซ่านจนทำให้ระวีอยากร้องไห้ แต่เธอก็สู้ระงับมันไว้ ความห่วงใยของมิ้มยังมีอยู่ไม่น้อยและพลับพลึงก็รับรู้ข้อนี้ในตอนนี้

หาหมอไหม? จะหาหมอที่นี่ หรือจะให้คุณหมอสมคิดช่วยดูให้มิ้มหมายถึงลูกทัวร์ของเธอที่เป็นแพทย์ซึ่งเธอคิดว่าเขาคงเต็มใจช่วย

ขอยากินซักนิดก็พอ ระวีบอกเหมือนที่เคยบอก เวลาระวีไม่เกเรมิ้มรู้สึกถึงความหงอยเหงาอย่างบอกไม่ถูก แต่ยามที่ ระวีเกเรทำความรำคาญให้ใครต่อใคร เธอก็เข้าใจว่าทั้งหมดเหล่านี้ เพราะระวีไม่มีความสุข

มิ้มสะพายกระเป๋าใบใหญ่ มีหลายสิ่งหลายอย่างอยู่ในนั้น รวมทั้งหยูกยาพื้นๆ ที่จำเป็น

ปวดหัวเหรอ?มิ้มถาม

พลับพลึงแตะตัวระวีบ้าง เพราะเธอไม่เชื่อสักนิดว่าระวีป่วยกายแต่เธอเข้าใจดีว่าระวีนั้นป่วยใจ และป่วยอย่างมากๆ เสียด้วยสิ ระวียืนนิ่งเหมือนหุ่นที่ไร้ชีวิตจิตใจ และท่าทางของพลับพลึงก็อ่อนโยนลงเมื่อเธอพบว่าตัวระวีนั้นร้อนจริงๆ

นิดหน่อย

กินพารานะมิ้ม หยิบยาให้พร้อมกับขวดน้ำขวดเล็กที่พกมาด้วย ระวีรับยาไปพร้อมกับน้ำ เธอว่าง่ายเหมือนเด็กเรียบร้อยที่เซื่องซึมคนหนึ่ง ซึ่งแบบนี้ทำให้มิ้มรู้สึกว่าเธอกำลังถูกบีบคั้นความรู้สึกอย่างมากมายจน อยากร้องไห้

พลับพลึง เอื้อมมือมาจับมือมิ้มไว้ต่อหน้าต่อตาระวี เธอถ่ายเทความรู้สึกไว้ให้คนรักของเธอให้เข้มแข็ง.. และมิ้มก็หันมายิ้มให้กับเธอพร้อมทั้งพยักหน้าให้ โดยมีสายตาของระวีมองอยู่อย่างเศร้าหมอง..

ระ วีประจักษ์แจ้งถึงความรักของคนสองคนที่มีต่อกันอย่างมากมายจนยากที่อะไรใดๆ จะแทรกเข้าไปได้ และเมื่อครู่นี้เองสาวน้อยของเธอก็เน้นย้ำว่ามิ้มเป็นทอมไปแล้วจริงๆ .. มิ้มกลับมาไม่ได้แล้ว..

ภาพ ผู้หญิงสองคนตรงหน้าพร่าเลือน.. และปรากฏภาพใหม่ซ้อนขึ้นมาในสายตาของระวี ภาพนั้นเป็นภาพตึกอิฐสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน .. แต่แล้วเพียงพริบตาตึกหลังนั้นก็พังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา ระวีผวาสุดตัวท่าทางเธอตื่นตระหนกอกสั่น

มิ้มมองระวี แล้วหันไปมองหน้าพลับพลึงเหมือนจะถามว่า .. เห็นอะไรอย่างที่เธอเห็นหรือเปล่า?

ระ วีมองเห็นตึกใหญ่ถล่ม .. ทุกสิ่งทุกอย่างสะท้านสะเทือน .. และร่างสูงใหญ่ของเธอก็โงนเงน .. ระวีหายใจหอบ ดวงตาที่เบิกโพลงของเธอเพ่งมองซากตึกที่ฟุ้งไปด้วยฝุ่น แต่แท้จริงดวงตาของเธอกำลังจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของมิ้ม .. คนที่เธอควรยอมรับเสียทีว่านี่คือคนรักเก่า”..แต่.. แต่เธอไม่สามารถที่จะยอมรับได้เลยจริงๆ !!

ระวีจ้องมองมิ้มและพลับพลึง.. และมิ้มก็มองเห็นน้ำตาเอ่อล้นอยู่ในดวงตาของผู้หญิงทอมคนนี้ .. และแล้วน้ำตานั้นก็หยดลงมา

มิ้ม..ระวีเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน

รักนะ..เธอบอกด้วยน้ำตาที่ไหลเป็นสาย..โลกทั้งโลกเหมือนว่ากำลังสะทกสะเทือนไปด้วยความหม่นหมอง

รักมาก..”..ใช่.. รักมากมาย..รักเหลือเกิน..ก่อนหน้านี้..ในเวลาที่เธอมีค่าสำหรับมิ้ม เธอไม่เคยรู้ตัวสักนิดว่าเธอรักมิ้มถึงเพียงนี้..มือใหญ่ของระวีไขว่คว้า เปะปะ เธอมองเห็นตัวเธอเองนอนอยู่ใต้ซากปรักหักพังของตึกใหญ่ที่พังทลายลงมาและเธอ รู้สึกว่า..เธอกำลังจะตาย..

มิ้ม”.. ระวีร้องเรียกอยู่ในท่ามกลางภาพจริงและภาพหลอนที่ซ้อนกันอยู่ในดวงตา

พลับพลึง ใช้ตัวเองกันร่างมิ้มไว้เมื่อมองเห็นมือที่ยื่นออกมาของระวี ระวีมองหน้าเธออย่างชิงชังและปวดร้าวและทุกอย่างก็ค่อยๆ หมุนคว้าง..

มิ้ม..มือ เธอไขว่คว้าในขณะที่ดวงตาพร่าเลือนและสองหูได้ยินเสียงกรีดร้องอื้ออึง..เธอ รู้สึกบาดเจ็บอย่างสาหัสและสำนึกสุดท้ายของระวีคือเธอปรารถนาที่จะกอดคนรัก ของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย

แต่แท้จริงร่างสูงใหญ่ของระวีโงนเงนไปมา น้ำตาของเธอไหลพราก ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก และเนื้อตัวอกใจร้อนระอุจนมันแทบจะกลายเป็นถ่านแดงๆ

มิ้ม..ระวีโถมเข้ากอดมิ้มไว้แน่นและโยกตัวไปมาท่ามกลางความตกใจของพลับพลึงและใครต่อใครแถวนั้น

พลับพลึง กรีดเสียงร้องและปราดเข้าแยกระวีออกมาจากมิ้มเท่าที่เรี่ยวแรงจะมี ทั้งผลัก ทั้งแกะแขนและทั้งใช้กระเป๋าฟาดแต่เธอก็ไม่สามารถจะแยกผู้หญิงทอมตัวโตคนนี้ ให้แยกออกจากร่างคนรักของเธอได้

ปล่อยนะ ปล่อยมิ้มเดี๋ยวนี้ ปล่อยสิไอ้บ้า!พลับพลึงถึงกับกำหมัดทุบไปที่ร่างระวีอย่างบ้าคลั่ง

แต่ ขณะเดียวกัน..แทนที่มิ้มจะดิ้นรนเพื่อหลุดรอด มิ้มกลับปล่อยตัวนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของระวีเช่นนั้นซึ่งทำให้เกิดเครื่องหมาย คำถามตัวใหญ่ปรากฏบนสีหน้าของพลับพลึงในเวลาต่อมา

ระ วีรู้สึกว่าตัวเธอและมิ้มหมุนเคว้งคว้างตามแรงเหวี่ยง เธอพยายามกอดจนแน่นแต่เธอก็ต้องคลายในที่สุดเพราะเรี่ยวแรงเธอลดน้อยลงพร้อม กับอาการคลื่นเหียนที่เพิ่มมากขึ้นและพร้อมกับม่านตาของเธอที่หนักอึ้งลง ทุกทีและในที่สุดร่างของเธอก็ทรุดลงหมดสติอยู่แทบเท้าของมิ้มตรงนั้น

0 comments:

 

เพลงพิณใบไม้ไหว © 2008. Design By: SkinCorner